ประวัติความเป็นมาวิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี
|
|
แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 1 เรียกว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มพัฒนา ประเทศอย่างมีระบบปัญหาของการพัฒนาประเทศ ในช่วงนั้นคือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจคนไม่มีงาน และ ไร้ฝีมือ การคมนาคมไม่สะดวก รัฐจึงเน้นพัฒนาในด้านนี้ จนมีคำขวัญว่า ทางดี มีงานทำ และ รณรงค์ให้มีการประหยัดคำว่า รัดเข็มขัด จึงเป็นคำที่คุ้นเคยกันแต่นั้นมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ฉบับที่ 2 เป็นต้นมาเรียกว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคมเป็นที่ยอมรับกันว่าการพัฒนาใด ๆ จะสำเร็จได้ต้องมีการพัฒนาคนก่อนคนจะทำสิ่งใด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ ปัจจัยที่ช่วยให้คนมีคุณภาพก็คือ การศึกษา การศึกษาช่วยให้คนมีความรู้ความสามารถ ฉลาดตัดสินใจ รู้รักษาสุขภาพอนามัย ตลอดจนจิตสำนึกในด้านศีลธรรม และวัฒนธรรมสามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคมร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข สถาบันการศึกษาในระยะนั้นมีบทบาทสำคัญ ในการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเน้นทางด้านอุตสาหกรรมและพณิชยกรรม ท่านอาจารย์ศุภนัย แย้มชุติ เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในแวดวงการศึกษาด้านอาชีวศึกษาได้เล็งเห็นความสำคัญ ในการผลิตกำลังคนเพื่อไปพัฒนาประเทศในด้านอุตสาหกรรม ได้ปรารภถึงแรงบันดาลใจ ในการบุกเบิกการศึกษาว่า
... |
| ข้าพเจ้าเกิดความคิดที่จะสร้างโรงเรียนช่างกล โรงเรียนราษฎร์ เพราะภายหลังที่มีแผนพัฒนา การเศรษฐกิจระยะที่ 1 ประเทศไทยได้พัฒนาด้านเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีโรงเรียนช่างกลรัฐบาล 4 โรง ผลิตนักเรียนได้ปีละ 2,500 คน เป็นเวลา 3 ปีติดกัน จะได้ ช่างอุตสาหกรรมออกไปพัฒนาประเทศ เพียง 7,500 คน ข้าพเจ้าจึงได้ปรึกษาท่านอาจารย์ สิทธิผล พลาชีวิน ผู้บริการโรงเรียนช่างกลของรัฐบาลซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการบุกเบิกการอาชีวศึกษา ด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะเปิดโรงเรียนช่างกลโรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนช่างกลอุตสาหกรรม พณิชยการ หมู่บ้านครู จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2512 โดยสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จมาเป็นประธานพิธีเปิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2512 ณ คุรุคามพัฒนา (หมู่บ้านครู) เลขที่ 57/2 หมู่ 2 ถนนเพชรเกษม ซอยศุภชัย (ซอย 110 ) ตำบลหนองค้างพลู อำเภอหนองแขม จังหวัดธนบุรี โดยมีอาจารย์ศุภชัย แย้มชุติ เป็นผู้อำนวยการ และอาจารย์ระเอิบ แย้มชุติ เป็นเจ้าของและผู้จัดการ ผู้ก่อตั้งสถาบัน มีความตั้งใจที่จะรวบรวม ผู้ทรงคุณวุติให้อยู่ในชุมชนเดียวกัน เพื่อผลแห่งการพัฒนาร่วมกัน จึงจัดให้มีโครงการแบบหุ้นส่วน โดยการชักชวน เพื่อนข้าราชการครูมาจัดซื้อที่ดินราคาถูก เพื่อสร้างทีอยู่อาศัยในบริเวณที่ดิน ของตำบลหนองค้างพลู เรียกว่า คุรุคามพัฒนา หรือ หมู่บ้านครู |
| นอกจากผลทางการศึกษาแล้ว การร่วมมือกันของครูในบริเวณดังกล่าว ยังมีส่วนช่วยเหลือชุมชนที่ตั้งอยู่ ในเขตชานเมือง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นับว่าเป็นการส่งเสริมอาชีพและการพัฒนา ท้องถิ่นในด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปกับการเรียนการสอน อีกทั้งยังยึดมั่นในพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ กล่าวคือ ข้าราชการคนใดอยู่ตำบลใด ช่วยพัฒนาตำบลนั้น ประเทศชาติจะเจริญในที่สุด จึงนับได้ว่า หมู่บ้านครู เป็นสถาบันที่ให้บริการสังคมตามอุดมการณ์ของสถาบันการศึกษาอีกด้วย อาจารย์ศุภชัย แย้มชุติ ได้วางแผนจัดการศึกษาด้านช่างอุตสาหกรรมและพณิชยกรรมโดยยึดหลักว่า ช่างเป็นผู้ผลิต พณิชย์เป็นผู้ขาย โดยกำหนดแผนพัฒนาไว้เป็นช่วงระยะเวลา 10 ปี (ทศวรรษ) ดังนี้ |
| ทศวรรษที่ 1 (พ.ศ. 2512 2521 ) เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายอาชีพ (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ) พ.ศ. 2512 เปิดแผนกช่างกล ช่างก่อสร้าง และพณิชยการ โดยใช้หลักสูตร พ.ศ. 2503 ของกรมอาชีวศึกษา พ.ศ. 2513 เปิดสาขาช่างสำรวจ ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรก ในประเทศไทย โดยใช้หลักสูตรของวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ประเมินผลเป็นหน่วยกิต ขณะนั้น ไม่มีหน่วยศึกษานิเทศก์สาขานี้ในกรมอาชีวศึกษา ต่อมาเมื่อมีหน่วยศึกษานิเทศก์ขึ้น ในกรมอาชีวศึกษาแล้ว พ.ศ. 2515 นักเรียนช่างสำรวจรุ่นแรกต้องสอบข้อสอบกระทรวง ประเมินผลแบบเปอร์เซนต์ พ.ศ. 2518 กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตรใหม่ มีการประเมินผลแบหน่วยกิตโรงเรียนเปิดสาขาเกษตรกรรมขึ้น ในพื้นที่บังคับไม่น้อยกว่า 200 ไร่ (ต่อมาลดลง 100 ไร่) เป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2522 โรงเรียนช่างกลอุตสาหกรรมพณิชยการ หมู่บ้านครู เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเทคโนโลยีหมู่บ้านครู เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป |
| ทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2522 2531 ) เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ กลุ่มแรกไม่กี่โรงที่ทางการอนุญาตให้เปิดได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา จากความพยายามของสมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน แห่งประเทศไทย ซึ่งอาจารย์ศุภชัย แย้มชุติ เป็นกรรมการของสมาคมในยุคนั้น โดยในปี พ.ศ. 2524 เปิดแผนกช่างยนต์ ช่างสำรวจ และช่างไฟฟ้า ปีต่อ ๆ มาเปิดแผนกช่างก่อสร้าง เทคนิคอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ตามลำดับ |
| ทศวรรษที่ 3 (พ.ศ. 2532 2541 ) อาจารย์ศุภชัย แย้มชุติ ซึ่งมีเจตจำนงมุ่งมั่น ที่จะให้นักเรียนช่างกลเรียนจบปริญญาตรีให้ได้ จึงได้เตรียมการที่จะเปิดสอน หลักสูตรระดับปริญญาตรี ได้จัดเตรียมสถานที่อุปกรณ์การก่อสร้างไว้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ทันได้เริ่มก่อสร้าง อาจารย์สุภชัย แย้มชุติ ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 แผนการขยายการศึกษาระดับปริญญาตรีจึงได้ชะงักไประยะหนึ่ง |
| ต่อมา ทายาทของอาจารย์ศุภชัย แย้มชุติ โดยมีคุณแม่ชีระเอิบ แย้มชุติเป็นประธาน คอยให้การสนับสนุนอุปถัมภ์ ได้สนองเจตนารมย์ของท่านอาจารย์ศุภชัย แย้มชุติ จึงได้เตรียมจัดการก่อสร้างอาคารใระยะแรกบนที่ดิน 50 ไร่ 43 ตารางวา เป็นอาคารคอนกรีต เสริมเหล็ก 4 ชั้น 2 หลังเชื่อมต่อกันมีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 14,100 ตารางเมตร โดยได้อาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสนโน ป. 9 ) วัดสระเกศมาวางศิลาฤกษ์ และได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ คณะกรรมการโครงการได้เสนอขอจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ทบวงมหาวิทยาลัยอนุญาตให้จัดตั้ง ตามใบอนุญาต เลขที่ 2/2541 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2541 วิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี โดยมีอาจารย์นภวรรณ แย้มชุติ ป็นผู้รับใบอนุญาต อาจารย์บัญชา เกิดมณี เป็นอธิการบดี และได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 115 ตอนที่ 37 วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เปิดรับนักศึกษาทำการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541 สมดังเจตนาร |
| |
|